วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

8 ข้อผิดพลาดของนางฮิลลารี คลินตันและพรรคเดโมแครต กับการปราชัยช็อกโลก

          ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ผ่านมาเมื่อวันอังคาร อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผลลัพธ์ช็อกโลก เนื่องจากตัวเต็งอย่างนางฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton) ที่เป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต และเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศรวมทั้งสตรีหมายเลขหนึ่ง ประสบความพ่ายแพ้ให้กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ตัวแทนจากพรรครีพับลิกัน ผู้เป็นมหาเศรษฐีที่ใช้วิธีการหาเสียงและนโยบายในแบบถึงลูกถึงคน เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ฉีกจารีตทางการเมืองที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง
          ชัยชนะของนายโดนัลด์ ทรัมป์ เป็นเหตุการณ์ที่เหนือความคาดหมาย สำนักโพลและนักวิเคราะห์หลายๆ ท่านทำนายไว้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะเป็นของนางฮิลลารีได้ไม่ยากนัก แต่ผลลัพธ์นั้นเป็นไปอย่างตรงกันข้าม มีหลายๆ เหตุผลที่ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้พลิกล็อก และเหตุผลนี้น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับคนเมืองและฐานอำนาจเดิมในประเทศไทยเป็นอย่างดี



          1. กลุ่มคนที่อยู่ในเขตเมืองขาดปฏิสัมพันธ์และความเข้าใจชีวิตของคนในชนบทอย่างสิ้นเชิง
          เป็นที่ค่อนข้างแน่ชัดว่า เขตเมืองใหญ่ที่มีประชาชนที่มีการศึกษา มีงาน มีฐานะที่ดีอยู่มากนั้นโหวตให้กับนางฮิลลารี แต่ในชนบทผลกลับตรงกับข้าม ซึ่งเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าชาวเมืองนั้นไม่มีความเข้าใจถึงความต้องการของคนในต่างจังหวัดผลเลือกตั้งแบบนี้อันที่จริงเป็นเรื่องที่ไม่แปลก แต่ที่แปลกคือความแตกต่างของตัวเลือกระหว่างเขตเมืองและชนบทมีความชัดเจนและระยะห่างมากในครั้งนี้
          ตัวอย่างเช่น ในรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นรัฐสำคัญ เมืองไมอามีนั้นเป็นของนางฮิลลารีอย่างท่วมท้น คะแนนที่เธอได้นั้นมากกว่าการเลือกตั้งในปี 2012 ที่นายโอบามาชนะนายมิตต์ รอมนีย์ เสียอีก แต่นั่นก็ไม่เพียงพอเพราะนายทรัมป์ก็เหมาเสียงชาวชนบทในรัฐฟลอริดาแบบท่วมท้นเช่นกัน
          ผลลัพธ์ของการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะทำให้คนเมืองสำนึกได้ว่า สิ่งที่ตนคิดและชีวิตความเป็นอยู่ของตนนั้นเป็นไปอย่างโดดเดี่ยวเดียวดาย ชาวเมืองส่วนใหญ่มั่นใจว่านางฮิลลารีจะชนะแน่นอน ไม่มีทางที่คนในประเทศของเขาจะเลือกคนอย่างทรัมป์ แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่



          2. ผู้สนับสนุนนายทรัมป์เป็นเสียงเงียบที่ไม่อยากเผยตัว ไม่มีใครกล้ายอมรับและบอกผลกับโพลต่างๆ เพราะกลัวถูกมองว่าประหลาด
          หากเราดูสื่อใหญ่ๆ ของอเมริกา เราจะเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่านายทรัมป์นั้นจะถูกมองว่าเป็นตัวตลกตลอด สิ่งที่เขาพูดจะโดนล้อผ่านสื่อต่างๆ ไม่เคยมีสื่อยักษ์ใหญ่ไหนที่ให้ภาษีเขาในการลงแข่งขัน ฝ่ายผู้สนับสนุนนางฮิลลารีก็จะคิดว่าพวกที่สนับสนุนทรัมป์เป็นผู้ที่ “โง่” “ประหลาด” “ไร้การศึกษา” “ไม่เข้าใจค่านิยมอเมริกัน” อะไรต่างๆ นานา ในสังคมเมือง สังคมคนที่มีการศึกษาสูง ในรั้วมหาลัยต่างๆ ที่ส่วนใหญ่สนับสนุนฮิลลารี การเป็นผู้สนับสนุนทรัมป์ในหลายๆ พื้นที่จึงถือว่าเป็นเรื่องน่าอายเลยเสียด้วยซ้ำ
          ด้วยเหตุนี้ มีผู้ให้ความเห็นว่าโพลต่างๆ นั้นจริงๆ แล้วไม่สามารถหยั่งเสียงแล้วเจอผู้สนับสนุนนายทรัมป์ได้เพียงพอที่จะคาดเดาผลลัพธ์ของการเลือกตั้งได้ถูกต้อง ซึ่งทำให้ทีมของนางฮิลลารีนั้นวางแผนผิดพลาด
          3. สื่อออนไลน์ทำให้ผู้คนทั่วไปอยู่ในกะลา ได้รับข้อมูลจากฝ่ายที่ตนสนับสนุนอยู่แล้ว
          นักวิเคราะห์หลายท่านให้ความเห็นว่า สื่อออนไลน์ อย่างเช่น Facebook นั้นทำให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนได้รับรู้แต่ความคิดเห็นที่ตัวเองเห็นด้วยอยู่แล้ว ขั้นตอนของโปรแกรมที่ถูกตั้งไว้ (algorithm) ทำให้สิ่งที่เด้งขึ้นมาให้เห็นนั้นเป็นข้อความคิดเห็นในแบบเดียวกับที่ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนท่านนั้นเคยกด Like กด Share หรือเป็นโพสต์ต่างๆจากเพื่อนคนเดิมๆ ที่เขาโต้ตอบด้วยเป็นประจำ การเสพสื่อจากคนรอบข้างออนไลน์แบบนี้ทำให้เกิดมโนคติว่าฝ่ายที่ตนเองชื่นชอบอยู่แล้วนั้นมีผู้สนับสนุนเต็มไปหมด (ภาษาอังกฤษเรียกว่า echo chamber หรือ bubble) ประกอบกับสื่อใหญ่ๆ ก็สนับสนุนนางฮิลลารีกันทั้งนั้น ทำให้เกิดภาพลวงตาว่าพวกเขาน่าจะชนะการเลือกตั้งได้ไม่ยาก



          4. “ความยโสโอหัง” ของฝ่ายอำนาจเก่าโดนลงโทษ
          ฝ่ายอำนาจเก่าในที่นี้หมายถึงชนชั้นผู้นำทางการเมืองของพรรคเดโมแครตของนางฮิลลารี พวกเขาถูกมองว่ามีความยโสโอหังเป็นอย่างมาก จากผู้ที่สนันสนุนพรรครีพับลิกัน
          ก่อนการเลือกตั้ง ไม่เป็นเรื่องที่แปลกนักหากจะมีนักวิเคราะห์ที่เชียร์นางฮิลลารีหยอกล้อกันว่า พรรครีพับลิกันนั้น “จบแล้ว” “ไม่ควรมีอยู่แล้ว” “ไม่รู้มีไปทำไม” ฯลฯ
          ความประมาทนี้เกิดจากความมั่นใจเกินไปของพรรคเดโมแครต และนางฮิลลารี เธอมีวอลล์สตรีทหนุนหลัง สามารถระดมทุนได้มากว่านายทรัมป์ถึงกว่า 13,000 ล้านบาท มีทั้งอดีตประธานาธิบดีบิล คลินตัน และประธานาธิบดีโอบามาช่วยเธอหาเสียง เครื่องจักรและเครือข่ายของพรรคเดโมแครตทำงานช่วยเหลือเธอ ความพร้อมเหล่านี้ บวกกับประสบการณ์และชื่อเสียงของเธอ ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเธอจะชนะ แต่ด้วยเพราะสิ่งเหล่านี้เช่นกัน ทำให้นายทรัมป์ในสายตาของผู้สนับสนุนหรือผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจดูเหมือนเป็นผู้ถูกรังแก ไม่มีอดีตประธานาธิบดีคนไหนสนับสนุนเขา ผู้นำในพรรครีพับลิกันหลายคนก็ไม่สนับนุนนายทรัมป์ ทั้งๆที่เขาอยากจะทำลายขั้วอำนาจเก่าที่ทำให้ประชาชนกลุ่มใหญ่รู้สึกถูกเอาเปรียบมานาน
          5. ตัวเลือกที่ผิดตั้งแต่ต้น
          นางฮิลลารีมีจุดอ่อนมากมาย การที่เธอมีประสบการณ์มากในทางการเมือง ทำให้เธอถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสังคมต่างๆ ที่ประชาชนในชนบทกำลังเผชิญ และผู้คนในเมืองใหญ่ไม่มีทางเข้าใจพวกเขาได้ เธอจึงไม่ได้สร้างความตื่นเต้นให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้สำหรับคนกลุ่มใหญ่
          นอกเหนือจากนั้น เธอยังมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ เช่น เรื่องการที่เธอใช้อีเมลส่วนตัวของเธอแทนที่จะใช้อีเมลทางการในการติดต่องานในขณะที่เธอเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ และเรื่ององค์กรการกุศลของสามีของเธอถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงิน สองเรื่องนี้เป็นปัจจัยใหญ่ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของเธอลดลงจนเป็นปัญหา และนายทรัมป์เองก็มองเห็นจุดอ่อนนี้ และใช้มันเล่นงานนางฮิลลารีในระหว่างการหาเสียง

          มีตัวเลือกของพรรคเดโมแครตหลายๆ คนที่โดนมองข้าม หนึ่งในนั้นคือนายเบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) ซึ่งต้องการทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นรัฐสวัสดิการมากขึ้น นายเบอร์นีไม่มีข้อครหาเหมือนนางฮิลลารี เขาต่อต้านบริษัทยักษ์ใหญ่ ต่อต้านวอลล์สตรีท แต่เครื่องจักรทางการเมืองของพรรคเดโมแครตก็เทเสียงสนับสนุนให้กับนางฮิลลารีในการเลือกตั้งภายในของพรรค มีข้อกล่าวหาว่าทางผู้นำและคนทำงานในพรรคเดโมแครตมีความลำเอียง พยายามทำให้นางฮิลลารีได้เปรียบนายเบอร์นีในหลายๆทาง



          6. ไม่มีความเอาใจใส่ฐานเสียงเดิม
          นางฮิลลารีไม่สามารถรักษาฐานเสียงเดิมของนายโอบามาไว้ได้ มีในหลายพื้นที่และคนหลายกลุ่มที่นายโอบามาสามารถเรียกเสียงสนับสนุนในการเลือกตั้งปี 2012 แต่ในปีนี้นางฮิลลารีไม่สามารถรักษาฐานเสียงนั้นไว้ได้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดและเป็นเหตุผลหลักของความปราชัยคือ ในแถบรัสต์เบลต์ (Rust Belt) ทางตอนตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา ที่มีรัฐวิสคอนซิน รัฐมิชิแกน รัฐโอไฮโอ และรัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งเคยเทคะแนนเสียงให้โอบามานั้น กลับมาสนับสนุนนายทรัมป์ในการเลือกตั้งครั้งนี้ รัสต์เบลต์เป็นฐานผลิตรถยนต์ มีเหมืองแร่ถ่านหินและเขตอุตสาหกรรมหนักอื่นๆของอเมริกา แรงงานในแถบนี้ชอบทรัมป์เพราะเขาเป็นนักธุรกิจ เอาจริงเรื่องการจัดการกับคนหลบหนีเข้าเมือง เขาจะเอาจริงเรื่องการต่อรองเจรจาข้อตกลงการค้าต่างๆ เพื่อทำให้อเมริกาได้เปรียบ และรักษางานสำหรับแรงงานเหล่านี้ไว้ในประเทศ คนกลุ่มนี้ปกติแล้วคือฐานเสียงของพรรคเดโมแครตที่ต้องการสวัสดิการสังคมต่างๆ โอบามาทำได้ดีกับคนกลุ่มนี้ แต่นางฮิลลารีไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะทางทีมงานของเธอมีความมั่นใจว่าฐานเสียงตรงนี้เป็นของพรรคเดโมแครต เธอไม่เคยไปเยือนรัฐวิสคอนซินหลังได้รับเป็นตัวเลือกของพรรคเดโมแครต และไปเยือนเมืองดีทรอยต์ที่เป็นแหล่งผลิตรถยนต์ของสหรัฐฯในรัฐมิชิแกนเพียงวันศุกร์ที่ผ่านมาก่อนการเลือกตั้งเท่านั้น
          7. มีคนที่รู้สึกว่าสิทธิและความคิดเห็นของตนถูกละเลยมากพอ
          กลุ่มคนในแถบรัสต์เบลต์ ผู้ใช้แรงงาน คนในเขตชนบท และคนที่มีอายุสูง มีความรู้สึกถูกเอาเปรียบจากโลกโลกาภิวัตน์ พวกเขาไม่สามารถปรับตัวกับโลกยุคดิจิทัล หลายคนตกงานเพราะงานถูกส่งไปให้โรงงานในต่างประเทศที่ค่าแรงถูกกว่า ผู้คนเหล่านี้เจ็บปวด รู้สึกว่าสิทธิและความคิดเห็นของตนถูกมองข้าม โดนเอาเปรียบจากผู้กุมอำนาจการเมืองในเมืองหลวง และอำนาจเศรษฐกิจในเมืองใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะให้การสนับสนุนนางฮิลลารีแบบไม่ตั้งคำถามด้วยซ้ำ ฐานเสียงตรงนี้เป็นกลุ่มคนที่นายเบอร์นีมองออก และหลายคนพร้อมสนับสนุนนายเบอร์นีเพราะนโยบายรัฐสวัสดิการของเขา แต่ในเมื่อพรรคเดโมแครตให้นางฮิลลารีเป็นตัวเลือก ซึ่งเธอมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ เสียงเหล่านี้จำนวนหนึ่งจึงเหวี่ยงไปให้กับฝั่งตรงข้ามคือนายทรัมป์ที่พยายามเจาะจงหาเสียงกับคนกลุ่มนี้ และมันก็เป็นจำนวนที่มากพอจะทำให้นายทรัมป์ได้รับชัยชนะ



          8. กลุ่มผู้หญิง แอฟริกันอเมริกัน และชาวอเมริกาใต้ ไม่ออกมาใช้เสียงมากพอเพื่อสนับสนุนนางฮิลลารี
          นางฮิลลารีหวังไว้ว่าเธอจะสามารถพึ่งฐานเสียงที่ถูกทอดทิ้งจากชนชั้นนำได้ แต่เธอกลับทำได้ไม่ดีและแย่กว่านายโอบามาในการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเสียอีก ผู้หญิงที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีสนับสนุนนางฮิลลารี 51% แต่สนับสนุนนายทรัมป์ถึง 45% ซึ่งถือว่าเป็นคะแนนเสียงที่นายทรัมป์ดึงไปจากนางฮิลลารีได้เยอะมาก ทางพรรคเดโมแครตหวังไว้ว่าจะได้มากกว่านี้อย่างแน่นอนเพราะการพูดดูถูกเสียดสีผู้หญิงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่น่าจะทำให้เรียกคะแนนเสียงได้ แต่ความจริงก็เป็นไปอย่างตรงกันข้าม
          กลุ่มชาวแอฟริกันก็เช่นกัน พวกเขาเทคะแนนเสียงทั้งหมด 88% ให้นางฮิลลารี แต่ในปี 2012 กลุ่มนี้โหวตให้โอบามาถึง 93% ส่วนกลุ่มชาวอเมริกาใต้ (ลาติโน) ที่นายทรัมป์ดูถูกเสียดสีมาตลอดนั้นโหวตให้กับนายทรัมป์ถึง 29% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่เหนือความคาดหมาย ตัวเลขต่างๆ เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าประชาชนให้ความสนใจเรื่องเพศ เรื่องสีผิว เรื่องเชื้อชาติ น้อยกว่าปัญหาปากท้อง ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม และปัญหาความน่าเชื่อถือของนางฮิลลารี ทำให้นางฮิลลารีเป็นตัวเลือกที่ไม่ตื่นเต้น และส่งผลให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโดยเฉพาะชนกลุ่มน้อยและผู้หญิงออกมาใช้เสียงกันน้อยกว่าจำนวนที่พรรคเดโมแครตและนางฮิลลารีหวังไว้ และถ้าออกมา พวกเขาเหล่านี้ก็ไม่ได้สนับสนุนนางฮิลลารีในจำนวนที่คาดการณ์ไว้



          ข้อผิดพลาดทั้งหมดที่กล่าวมาของนางฮิลลารีและพรรคเดโมแครตถ้าหากมองหลังการเลือกตั้งแล้วจะเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่นักแต่นักวิเคราะห์ นักวางแผน และทีมเลือกตั้งของนางฮิลลารีคาดการณ์ไว้ผิดหมด จึงทำให้เราเห็นผลของการเลือกตั้งแบบช็อกโลกเช่นนี้
          การเปลี่ยนแปลงทางภาคสังคม ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจการรู้สึกถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ที่มีโอกาสมากกว่าเป็นปัญหาที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา อาจจะเรียกได้ว่าประเทศไทยเราเองเจอปัญหานี้มาก่อนสหรัฐอเมริกาเสียอีก และยังเป็นปัญหาเพิ่มขึ้นทุกวัน มันเป็นปัญหาที่ระบบทุนนิยมทำให้คนที่มีโอกาสทางการศึกษา ทางการเงิน ทางสังคมเดินหน้าได้เร็วกว่าคนที่ด้อยโอกาสและผู้โชคดีเหล่านี้มักจะหลงลืมหน้าที่ของตนเอง เราเอาตัวรอดในสังคมเมืองสังคมชั้นสูง สังคมที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายท่ามกลางปัญหาต่างๆที่เราปิดตาและทำเป็นมองไม่เห็นเราทุกคนที่ถือว่าตนเองเป็นผู้โชคดีเหล่านี้มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์กับคนที่มีโอกาสน้อยกว่าคนที่อยู่ต่างจังหวัด คนที่มีฐานะน้อยกว่า คนที่มีการศึกษาด้อยกว่าและคนที่มีความคิดทางการเมืองที่แตกต่างจากเรา เราจะไม่สามารถเดินหนีปัญหาของคนเหล่านี้ และเอาตัวรอดอย่างเดียวดายได้


ที่มา: ไทยพับลิก้า, www.thaipublica.org


"โดนัลด์ ทรัมป์" ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ


          นายโดนัลด์ ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ คนที่ 45 ต่อจากนายบารัค โอบามา
          วันนี้ (9 พ.ย.2559) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 58 ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 8 พ.ย.2559 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ และภายหลังการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเสร็จสิ้นลง นายโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกัน เฉือนชนะ นางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต โดยได้คะแนนเสียงมากกว่า 290 เสียงจากคะแนนทั้งหมด 538 เสียง โดยฮิลลารีได้ 218 เสียง 
          ทำให้ นายโดนัลด์ ทรัมป์ กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนใหม่ คนที่ 45 อย่างไม่เป็นทางการ แทนที่นายบารัค โอบามา ที่หมดวาระลง
          โดยทรัมป์ใช้แคมเปญหาเสียงว่า "We will make America great again!" โดยมีนโยบายสำคัญคือ สนับสนุนปฏิบัติการภาคพื้นดินในซีเรีย และเร่งปราบปรามกลุ่มไอเอส ที่กำลังเป็นภัยคุกคามต่อประชาคมโลกในขณะนี้, ลดบทบาทสหรัฐฯ, คัดค้านข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน, สานสัมพันธ์กับรัสเซีย, คุมเข้มการตรวจคนเข้าเมือง, สร้างอาชีพ 25 ล้านตำแหน่งให้ชาวอเมริกัน, นโยบายการค้าแบบสหรัฐฯ ต้องมาก่อน
          ชัยชนะในครั้งนี้ทำให้นายทรัมพ์เป็นตัวแทนจากพรรครีพับลิกันคนที่ 19 ที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่อจาก นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช



ที่มา: http://news.thaipbs.or.th/content/257544

ฮิลลารี คลินตัน (Hillary Clinton)


           ฮิลลารี คลินตัน หรือชื่อเต็มว่า ฮิลลารี ไดแอน ร็อดแดม คลินตัน เป็นบุตรสาวคนโตของ ฮิวจ์ และโดโรธี ร็อดแฮม  เกิดเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2490 ในนครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ เติบโตขึ้นในเมืองปาร์กริดจ์ กับน้องชาย 2 คน คือฮิวจ์ จูเนียร์ และแอนโธนี 
          ความใฝ่ฝันของ ฮิลลารี คลินตัน ไม่เพียงแต่อยากจะเป็นนักกฎหมาย นักการเมือง หรือ ประธานาธิบดีเท่านั้น เมื่อตอนเด็ก เธอมีความสนใจในด้านกีฬาเบสบอล นักเขียน และนักบินอวกาศ ครั้งหนึ่งเมื่อตอนเธออายุ 14 เธอได้เขียนจดหมายแสดงความสนใจไปยัง NASA แต่ไม่ได้รับการตอบกลับมาทำให้เธอขุ่นเคืองใจเป็นอย่างมากว่า "พวกเขาไม่รับผู้หญิงเป็นนักบินอวกาศ"
          ฮิลลารี คลินตัน สำเร็จการศึกษาด้านรัฐศาสตร์เกียรตินิยม จากวิทยาลัยสตรีเวลเลสลีย์ก่อนจะเข้าศึกษาต่อวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยเยล ซึ่งเป็นที่ที่ทำให้เธอรู้จักกับ บิล คลินตัน สามีของเธอ 
          ฮิลลารี คลินตัน เคยติดอันดับ 100 ทนายความผู้ทรงอิทธิพลที่สุดของสหรัฐอเมริกาถึง 2 ครั้ง ในปี 2531 และ 2534


          ฮิลลารี คลินตัน เคยเป็นผู้สนับสนุนรุ่นเยาว์ให้กับพรรครีพับลิกัน และเมื่อปี 2507 ได้ช่วยรณรงค์หาเสียงให้กับ แบร์รี โกลด์วอเตอร์ ตัวแทนพรรคผู้สมัครประธานาธิบดี ก่อนจะเปลี่ยนมาอยู่พรรคเดโมแครตเมื่อปี 2511
          ฮิลลารี คลินตัน แต่งงานกับ บิลล์ คลินตัน เมื่อปี 2518 หลังจากแต่งงาน 5 ปี ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คนชื่อว่า เชลซี คลินตัน กระทั่ง บิล คลินตัน ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนที่ 42 แห่งสหรัฐอเมริกา และเข้ารับตำแหน่งเมื่อปี 2536 ฮิลลารี จึงได้เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาคนแรกที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาบัณฑิต 
          ฮิลลารี คลินตัน เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกาคนแรก ที่ได้มีสำนักงานอยู่ทางปีกฝั่งตะวันตกของทำเนียบขาว ในขณะที่ก่อนหน้านี้ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งจะมีหน้าที่ดูแลปีกฝั่งตะวันออกเท่านั้น

          เมื่อปี 2543 ในขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐอเมริกา ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภารัฐนิวยอร์ก และได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภารัฐนิวยอร์ก ตั้งแต่ปี 2544-2552
          ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปี 2551 ฮิลลารี คลินตัน เคยลงสมัครเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ชิงตำแหน่งด้วยเช่นกัน แต่พ่ายแพ้ให้กับ บารัค โอบามา ประธานาธิบดีคนที่ 44 แห่งสหรัฐฯ  
          หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปี 2551 ฮิลลารี คลินตัน ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา คนที่ 67 ในรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา

          ล่าสุด ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาปี 2559 ฮิลลารี คลินตัน ได้เป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต ช่วงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับโดนัลด์ ทรัมป์ นักธุรกิจจากรัฐนิวยอร์ก และนับเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้เป็นตัวแทนพรรคในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา




โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)


          โดนัลด์ ทรัมป์ หรือชื่อเต็มคือ โดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ เกิดเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2489 ในนิวยอร์กซิตี สหรัฐฯ ปัจจุบันอายุ 70 ปี ผ่านการสมรสมาแล้ว 3 ครั้ง โดยภรรยาคนล่าสุดก็คือ เมลาเนีย ทรัมป์ มีบุตรรวมทั้งหมด 5 คน 
          โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นทายาทของ เฟเดอริก ทรัมป์ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยฟอร์ดแฮม และจบการศึกษาจากโรงเรียนธุรกิจวอร์ตัน ของมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ก่อนจะเดินตามรอยพ่อของเขาด้วยการมุ่งหน้าเข้าสู่การเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์อย่างเต็มตัว
          นอกจาก โดนัลด์ ทรัมป์ สานต่อธุรกิจของครอบครัวด้วยการขึ้นเป็นประธาน Trump Organization เขายังขยายอาณาจักรของตัวเองให้ยิ่งใหญ่ขึ้น โดยเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ในแมนฮัตตัน มีธุรกิจกาสิโน รีสอร์ท ดำเนินการสร้าง Trump Tower ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับสำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ และยังขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมการบิน ทั้งหมดนี้ทำให้ชื่อของ โดนัลด์ ทรัมป์ กลายมาเป็นที่รู้จักในฐานะเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์




          ความร่ำรวยของ โดนัลด์ ทรัมป์ การันตีได้จากการที่เขามีชื่อติด 1 ใน 500 อันดับมหาเศรษฐีโลก จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ โดยข้อมูลล่าสุด (8 พฤศจิกายน 2559) ทรัมป์มีชื่อในอันดับที่ 156 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.29 แสนล้านบาท นอกจากนี้ในปี 2558 เขายังรั้งอันดับที่ 72 ของผู้ทรงอิทธิพลของโลกด้วย
          นอกจากการจับธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังเป็นเจ้าของรายการเรียลลิตี้ "The Apprentice" ทางช่อง NBC ที่ทำให้เขากลายมาเป็นเจ้าพ่อสื่อ ขณะเดียวกันเขายังเป็นเจ้าของการจัดประกวดนางงามจักรวาล ซึ่งเป็นเวทีใหญ่ของแวดวงนางงามโลกอีกด้วย
          โดนัลด์ ทรัมป์ เข้าสู่แวดวงการเมืองเป็นครั้งแรกจากการเสนอชื่อเป็นตัวแทนพรรคปฏิรูป เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2543 แต่ได้ถอนตัวไปก่อนเลือกตั้ง กระทั่งเดือนมิถุนายน 2558 เขาได้ประกาศตัวขอเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกัน ในการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2559 พร้อมลั่นจะนำฝันที่ยิ่งใหญ่กว่ากลับมาสู่ชาวอเมริกัน

          แม้ในช่วงแรก ทางพรรครีพับริกันจะไม่ได้สนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ ในการลงเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยนโยบายสุดโต่งหลายอย่างของเขา แต่ด้วยความนิยมอย่างล้นหลามจนยากจะมองข้าม ทำให้ท้ายที่สุดทางพรรคจำต้องประกาศให้เขาเป็นผู้สมัครตัวแทนพรรครีพับลิกันอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 19 กรกฎาคม 2559 


          โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นหนึ่งในผู้สมัครลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งเป็นที่ฮือฮามากที่สุด ด้วยการหาเสียงอย่างปากกล้า และมีนโยบายสุดโต่งหลายประการ โดยนโยบายและแนวคิดของทรัมป์ซึ่งตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เช่น
         - เสนอให้สร้างกำแพงกั้นพรมแดนระหว่างสหรัฐฯ และเม็กซิโก เพื่อตัดปัญหาเรื่องผู้อพยพเข้าสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย
         - มีแนวที่จะห้ามคนมุสลิมเข้าประเทศชั่วคราว จนกว่าจะมีมาตรการรับมือที่เหมาะสม
         - มุ่งมั่นกำจัดกลุ่มรัฐอิสลาม (ISIS) อย่างจริงจัง
         - มุ่งยุติข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์กับอิหร่าน
         - มีนโยบายลดภาษี หวังจะช่วยสร้างงาน ซึ่งเป็นนโยบายที่นักเศรษฐศาสตร์แสดงความกังวล
         - บอกว่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก เป็นเรื่องหลอกลวงทั้งเพ
         - สนับสนุนให้การทำแท้งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และควรมีบทลงโทษสำหรับสตรีที่ทำแท้ง เว้นแต่จะก่อให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อชีวิตแม่เด็ก หรือตั้งครรภ์จากการล่วงละเมิดทางเพศ
         - โจมตีจีนในเรื่องการค้าที่เอาเปรียบสหรัฐฯ 
          นอกจากเรื่องนโยบายสุดโต่งที่อาจไม่ถูกจริตหลายคนแล้ว โดนัลด์ ทรัมป์ ยังต้องเผชิญหน้ากับสารพัดข่าวฉาวที่ทำลายความนิยมของเขาไม่ใช่น้อย โดยเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา สื่อสหรัฐฯ ได้มีการแพร่บทสัมภาษณ์ของทรัมป์เมื่อปี 2548 ซึ่งมีการพูดจาหยาบคายและเหยียดเพศ ทำให้หลายคนรู้สึกรับไม่ได้แม้แต่คนในพรรครีพับลิกันเองก็ออกมาประณาม นอกจากนี้ยังมีผู้หญิงหลายคนออกมาอ้างว่าเคยถูกทรัมป์ล่วงละเมิดทางเพศ แต่เขาก็ตอบกลับไปเพียงว่า ผู้หญิงพวกนั้นโกหกหลอกลวงและขี้เหร่เกินกว่าที่เขาจะสนใจ
         แต่แม้จะเผชิญกับกระแสทางลบและข่าวฉาวจำนวนมาก แต่ก็อย่างที่เราได้เห็นกันแล้วว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นหนึ่งในผู้สมัครชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีที่มาแรงจนเป็นที่น่าจับตา ดังจะเห็นได้จากโพลสำรวจของหลายสำนักในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ที่เขายังคงมีคะแนนสูสีกับ ฮิลลารี คลินตัน แถมบางโพลยังสามารถขึ้นนำได้ด้วย โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งสิ้นสุดลง ผลการนับคะแนนในแต่ละรัฐยังคงเป็นที่น่าลุ้นระทึกด้วยคะแนนเสียงที่สูสีอย่างมาก และล่าสุด โดนัลด์ ทรัมป์ ก็สามารถเอาชนะคู่แข่งมาได้ และจะได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ 



การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2559

           การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2559 เป็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาครั้งที่ 58 และจะมีขึ้นในวันอังคารที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะมีสิทธิ์ในการเลือกผู้สมัครเป็นประธานาธิบดี ผู้ซึ่งจะมาเป็นประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีคนใหม่แทนประธานาธิบดีบารัก โอบามา ที่ไม่สามารถดำรงตำแหน่งต่อในวาระที่ 3 ได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา
ผู้สมัครตัวแทนพรรค
          พรรคเดโมแครต

          พรรคริพับลิกัน

ความรู้เบื้องต้น“เลือกตั้ง”ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา


           ระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐมีขั้นตอนที่ยุ่งยากพอสมควร แม้แต่ชาวอเมริกันบางคนก็ยังงงๆ อยู่เหมือนกันเมื่อถูกขอให้อธิบายระบบการเลือกตั้งประธานาธิบดีของเขา แต่ที่แน่ๆ ก็คือ คนทุกอาชีพ (ที่สุจริต) มีโอกาสได้เป็นประธานาธิบดี เช่น นายแบบ-เจอร์รัลด์ ฟอร์ด, คนเก็บขยะ-ลินดอน จอห์นสัน, นักธรณีวิทยา-เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์, คนงานบนเรือเฟอร์รี-เจมส์ การ์ฟิลด์, นักสำรวจ-จอร์จ วอชิงตัน, นักแสดง-โรนัลด์ เรแกน และแม้กระทั่งชาวไร่ชาวนา เช่น มิลเลิร์ด ฟิลมอร์, อับราฮัม ลินคอล์น, ยูลิซิส เอส แกรนท์, เบนจามิน แฮริสัน, วอร์เรน ฮาร์ดิง, แคลวิน คูลลิดจ์, แฮร์รี ทรูแมน และจิมมี คาร์เตอร์ ก็มีโอกาสเป็นประธานาธิบดี
          คุณสมบัติของผู้สมัครประธานาธิบดี รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ต้องอายุ 35 ปีขึ้นไป ได้รับสัญชาติอเมริกันโดยกำเนิด อาศัยอยู่ในสหรัฐอเมริกามาไม่น้อยกว่า 14 ปี ไม่เคยเป็นประธานาธิบดีมาแล้ว 2 สมัย
          ขั้นตอนการหยั่งเสียง ปัจจุบันมี ๓ วิธี คือ
          1.อาจได้จากวิธีการแบบ primary ซึ่งหมายถึง การจัดการเลือกตั้งขั้นต้นขึ้นในมลรัฐ
          2.แบบ caucus คือ การประชุมกลุ่มย่อยของสมาชิกพรรคในแต่ละระดับ ตั้งแต่หน่วยเล็กสุดขึ้นมา เพื่อเสนอความคิดเห็น
          3.แบบ state-covention ที่หมายถึง การประชุมใหญ่ของพรรคในระดับมลรัฐ เพื่อคัดเลือกผู้ที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดเป็นตัวแทนพรรค
จาก 1 ใน 3 วิธีข้างต้น จะทำให้ได้ผู้แทน หรือที่เรียกว่า delegates จำนวนหนึ่ง เพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกจากที่ประชุมใหญ่ของพรรค (National Convention) ให้เหลือตัวแทนพรรคเพียงคนเดียว ถ้าสามารถเลือกผู้แข่งขันได้ในครั้งแรกของการประชุมพรรค จะเรียกว่า first ballot victory
          การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ “วันอังคารหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายนของปีที่มีการเลือกตั้ง” (ไม่ใช่อังคารแรกหรืออังคารที่ 1 พ.ย.) เป็นวันลงคะแนนเสียงสำหรับผู้ที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วในเขตเลือกตั้งของตน ซึ่งครั้งนี้ตรงกับวันอังคารที่ 8พฤศจิกายน 2559 โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็คือ มีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป มีสัญชาติอเมริกัน มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ
          อเมริกาไม่มีคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ “กกต.” เหมือนเมืองไทยที่จะดำเนินการเลือกตั้งในทุกระดับ มีเพียง กกต.(FEC) ที่ดูแลเฉพาะในเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้สมัครเท่านั้น การจัดการเลือกตั้งเป็นหน้าที่ของท้องถิ่น และไม่มีการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้โดยอัตโนมัติแบบบ้านเรา ดังนั้น ประชาชนจะต้องลงทะเบียนก่อนจึงจะมีสิทธิเลือกตั้ง โดยจะลงทะเบียนในพื้นที่ที่ตนพำนักอยู่ หากย้ายที่อยู่ใหม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากพอสมควร
          ส่วนวิธีการลงคะแนนเสียงนั้น ปัจจุบันใช้ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ก็ยังใช้บัตรกระดาษที่มีการระบายทึบ เพื่อนำไปสแกนบันทึกการลงคะแนนเสียงอีกครั้ง หรือบางพื้นที่อาจใช้เครื่อง ดีอาร์อี (Direct Recording Electronic : DRE) หรือเครื่องมือที่มีจอระบบสัมผัสคล้ายกับเครื่องกดเงินของธนาคาร
          สำหรับกลยุทธ์หาเสียงเลือกตั้งของอเมริกานั้น แตกต่างกับไทยมาก มีการวางแผนและการเตรียมงานในลักษณะคล้ายการทำการตลาด (Political Marketing) มาช่วย อีกทั้งกฎหมายเลือกตั้งก็ต่างกัน สามารถมีมหรสพหรือคอนเสิร์ตได้ และทำโพลล์หรือปราศรัยหาเสียงได้จนถึงในวันเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนตื่นตัวค่อนข้างมาก
          ผลการเลือกตั้ง จะมี 2 แบบ เรียกว่า popular vote กับ electoral vote เพราะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั้นมิใช่การเลือกตั้งโดยตรง แต่ประชาชนจะไปเลือกผู้แทนของเขา (popular vote) เพื่อไปเลือกตั้งประธานาธิบดี (electoral vote) อีกทีหนึ่ง การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ จึงเป็นการเลือกตั้งโดยอ้อม คนที่ได้เป็นประธานาธิบดีจะต้องชนะในส่วนของ electoral vote โดยคณะผู้เลือกตั้ง (electoral college) จะมีจำนวนเท่ากับจำนวนผู้แทนราษฎรรวมกับจำนวนวุฒิสมาชิกในมลรัฐของตน ที่มีอยู่ในสภาคองเกรสของสหรัฐ
          ประเด็นสำคัญที่ต้องเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ใช้คณะผู้เลือกตั้งนี้ คือ กติกาที่ว่าผู้ชนะได้ไปทั้งหมด (winner-take-all) ซึ่งหมายความว่า ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงส่วนมากจากประชาชนในมลรัฐ ก็จะได้คะแนนจากคณะผู้เลือกตั้งไปทั้งหมด ดังนั้น มลรัฐที่มีจำนวนคณะผู้เลือกตั้งมากๆ ก็จะเป็นเป้าหมายสำคัญของผู้สมัคร เช่น แคลิฟอร์เนีย (55) เท็กซัส (34) นิวยอร์ก (31) ฟลอริดา (27) เพนซิลวาเนีย (21)
          ซึ่งก็มีหลายครั้งที่คนชนะ popular vote แต่ไปแพ้ electoral vote ก็อดเป็นประธานาธิบดี เช่น แอนดรู แจ็กสัน แพ้ต่อ จอห์น อดัมส์, แซมมวล ทิลเดน แพ้ต่อ รูเธอฟอร์ด เฮย์, กริฟเวอร์ คลีฟแลนด์ แพ้ต่อ เบนจามิน แฮริสัน และล่าสุดเมื่อ 16 ปีที่แล้วก็คือ อัล กอร์ ก็แพ้ต่อ จอร์จ ดับเบิลยู บุช จนมีเรื่องมีราวไปถึงศาลสูง (Supreme Court) นั่นเอง
          การรับตำแหน่ง การรับตำแหน่งของประธานาธิบดีคนใหม่ จะรับตำแหน่งในวันที่ 20 มกราคมของปีถัดไป โดยประธานาธิบดีคนเก่าจะอยู่ในตำแหน่งจนถึงเที่ยงวันของวันที่ 20 มกราคม
          การสืบทอดตำแหน่งประธานาธิบดี ในกรณีที่ประธานาธิบดีได้ขึ้นดำรงตำแหน่งไปแล้ว แต่ต่อมาถูกกล่าวโทษ (impeachment) หรือตาย ผู้ที่จะสืบตำแหน่งต่อจากประธานาธิบดีจนหมดสมัย โดยไม่ต้องเลือกตั้งใหม่ คือ รองประธานาธิบดี, ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประธานวุฒิสภา, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ